12 ที่เที่ยวนราธิวาส พลาดแล้วจะเสียดาย!
วัดชลธาราสิงเห
(วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย)
ที่วัดแห่งนี้ได้อีกชื่อว่า
‘วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย’ เป็นเพราะในสมัยก่อนที่เมืองมาเลเซียจะเข้ามายึดดินแดน
ประเทศไทยของเราได้อ้างว่ามีวัดแห่งนี้ตั้งอยู่
เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ส่วนนี้เป็นของชาวไทยมาก่อน
จึงทำให้ดินแดนส่วนนี้ยังเป็นของชาวไทยอยู่นั่นเอง ตอนนี้ถ้ามองจากศาลาด้านหนึ่งของวัดก็จะเห็นประเทศมาเลเซียอยู่อีกฝากหนึ่ง
ให้ได้นั่งตากลมอยู่ที่ตะเข็บชายแดนแบบสบาย ๆ เลย
อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว
แวะปล่อยใจไปกับลมทะเลที่อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว
ชื่ออาจจะดูคุ้น ๆ เพราะซ้ำกับอ่าวอีกหลายที่ของภาคใต้
แต่เพราะที่นี่ยังไม่ได้มีนักท่องเที่ยวมากจนเกินไป
เลยทำให้ทั้งพื้นที่ส่วนที่เป็นชายหาดและสวนสน กับส่วนของอุทยานแห่งชาติ
ยังคงเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนไปกับเสียงกระทบของน้ำทะเลเสียจริง ๆ อ้อ
ถ้าอยากแวะพักที่นี่ ทางอุทยานฯ ก็มีบริการที่พักให้ด้วยนะ
น้ำตกซีโป
ถ้าไม่ใช่คนที่อยากตากแดดฟังเสียงน้ำทะเล
นราธิวาสก็มีที่เที่ยวแนวธรรมชาติในบรรยากาศขุนเขาให้ได้หย่อนใจเช่นกัน
ฟังเสียงน้ำตกชีโป ในอำเภอระแงะ ที่เดินทางมาแบบง่าย ๆ ทั้งจักรยานและรถยนต์
พักเล่นน้ำเย็นชื่นใจ รับร่มเย็น ๆ ที่ได้จากต้นไม้ใหญ่ รับรองว่าจะสงบ
สุขใจจนอาจเผลอหลับได้เลยล่ะ
หาดนราทัศน์
ถ้าอยากเที่ยวทะเลแบบสนุก
ๆ ได้เจอชาวนราธิวาสและนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาสักหน่อย
เราขอแนะนำที่หาดนราทัศน์เลย เพราะที่นี่ตั้งอยู่ในตัวเมืองนราธิวาส
เดินทางมาได้แบบสบาย ๆ ยิ่งถ้ามาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จะได้เห็นวิวแสนงดงามกับดวงอาทิตย์สีส้มที่ตัดกับท้องฟ้าพลบค่ำ
แถมยังมีวิวจากประภาคารให้เก็บภาพความประทับใจด้วยนะ
ทะเลหมอกสุคิริน
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านภูเขาทอง
หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอสุคิริน
ที่นี่คือจุดชมทะเลหมอกของจังหวัดนราธิวาสที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง
ถ้าอยากชมทะเลหมอกตัดกับแสงอาทิตย์ยามเช้า แนะนำให้พกเต็นท์มาตั้งแคมป์กันที่นี่
รับรองว่าฟินสมการรอคอยอย่างแน่นอน และไม่แน่ว่าอาจจะเจอสัตว์หลายชนิดเดินไปมาที่นี่ด้วยนะ
เพราะบอกเลยว่าที่นี่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ
ตลาดตาบา
ถ้าอยากช็อปปิงตลาดพร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนราธิวาส
(และมาเลเซียไปพร้อม ๆ กัน) ต้องมาที่ตลาดตาบา หรือที่เราอาจจะคุ้นในชื่อว่า
‘ตลาดตากใบ’ เลย
ที่นี่คือช่องทางการค้าขายระหว่างไทยและมาเลเซียที่สามารถนั่งเรือข้ามไปซื้อสินค้า
หรือขับรถลงแพขนานยนต์ข้ามฝั่งไปก็ได้ โดยเราสามารถข้ามไปแบบเช้าเย็นกลับได้ตั้งแต่เวลา
6.30 - 17.30 น. ส่วนคนที่อยากค้างคืนฝั่งมาเลเซีย ต้องขอใบผ่านแดนเสียก่อน
ซึ่งทำบัตรได้เลยที่สำนักงานอำเภอตากใบแบบง่าย ๆ
น้ำตกปาโจ
ผืนป่าบูโด
- สุไหงปาดี ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดนราธิวาส ที่นี่มีน้ำตกที่ชื่อว่า ‘ปาโจ’ สูง 4
ชั้นตั้งอยู่ เที่ยวได้ตลอดปี มากี่ทีก็เจอน้ำไหลแน่นอน
โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่สวยงามเป็นพิเศษ สัมผัสกับธรรมชาติของป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์
สดชื่น มีสัตว์หายากแวะเวียนมาทักทายกันได้ง่ายๆ
เดินทางไม่ยากจากตัวเมืองนราธิวาสเลย
มัสยิดวาดีลฮูเซ็น
(มัสยิด 300 ปี)
สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช
2167 โดยชาวมุสลิมที่อพยพมาจากจังหวัดปัตตานี มัสยิดแห่งนี้ต่างจากมัสยิดทั่วไปที่เราเคยเห็น
เพราะแรกนั้นที่นี่สร้างด้วยหลังคามุงใบลาน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา
ตัวอาคารเป็นไม้ตะเคียนทั้งหลัง เชื่อมต่อด้วยไม้สลักแทนการใช้ตะปู
ออกแบบงานสถาปัตยกรรมแบบไทย เข้ากับศิลปะจีนและมลายู สวยงามอย่าบอกใคร
ที่นี่ชมได้เฉพาะภายนอกเท่านั้นนะ
เพราะถ้าจะเข้าไปด้านในจะต้องได้รับการอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านก่อน
แต่ดูแค่ภายนอกก็งดงามแล้วล่ะ
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหาร
เรียนรู้วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวนราธิวาส
ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกาเต็ง
ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้สืบทอดให้กับเยาวชนคนรุ่นหลังในพื้นที่
ในช่วงปิดเทอม ที่นี่จะส่งต่อศิลปะวัฒนธรรมให้กับเด็ก ๆ เช่นศิลปะป้องกันตัวในชื่อ
‘ซีละ’ หรือการร่ายรำอันเป็นเอกลักษณ์ที่ชื่อว่า ‘ตารีอีนา’
วัดโก-ลกเทพวิมล
แวะนมัสการพระมหาสักกัจจายน์
พระโพธิสัตว์กวนอิม พระพุทธรูปประจำวันเกิด และพระสมุห์เอียด พุทธสโร
เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้ที่มรณภาพกลายเป็นหิน
เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองก่อนเดินทางไปยังที่ต่อ ๆ ไป วัดนี้มีอีกชื่อว่า
‘วัดท่านเอียด’ ตามชื่อของเจ้าอาวาสองค์แรก นอกจากนี้ยังมีศูนย์นวดแผนไทยให้ใช้บริการอีกด้วย
หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา
12
เที่ยวแบบแอดเวนเจอร์
ที่นราธิวาสก็มีให้เหมือนกันนะ แค่เดินทางมาที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12
มีทั้งจุดชมทัศนียภาพที่สวยงาม กิจกรรมล่องแก่งกลางป่า
และยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บอาวุธและหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย
เพราะที่หมู่บ้านนี้เคยเป็นที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายามาก่อน
ไม่นานจึงลงนามยุติการสู้รบ และหันมาร่วมพัฒนาชาติไทย
จนกลายเป็นหมู่บ้านแห่งนี้ในปัจจุบัน
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
เที่ยวและเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
ที่นี่มีการทดสองการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์
ตามแนวทางพัฒนาที่ดินแบบเบ็ดเสร็จที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ทรงพระราชทานองค์ความรู้แก่ราษฎร
ในพื้นที่มีทั้งแปลงสาธิตและแปลงวิจัยทดลองโครงการต่าง ๆ รวมถึงการปลูกปาล์มน้ำมัน
ที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรที่สำคัญของคนในพื้นที่ นอกจากจะได้วิวสวนสวย ๆ
ยังได้ความรู้ติดตัวกลับไปอีกด้วย
ที่มา
: https://www.wongnai.com/listings/narathiwat-attractions












ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น